Category Archives: ข่าวประชาสัมพันธ์

ร่วมน้อมรำลึก 153 ปี ชาตกาล “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๖

ฟื้นรอยธรรมปฏิบัติบูชาสมาธิ ๑๕๓ ปีชาตกาล “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ หวังกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน ประชาชน คนรุ่นใหม่ได้หวนกลับมาเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติของพระสายป่า สอดแทรกศีลธรรม อันเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยกำหนดจัดงานเฉลิมฉลองวาระ ๑๕๓ ปีชาติกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ระหว่างวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อน้อมรำลึกถึงองค์ ทั่วประเทศและต่างประเทศ และ วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ถือว่าเป็นบุคคลที่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรู้จักและให้ความนับถือ เคารพกราบไหว้ตลอดมา ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติตัวขององค์ท่าน ซึ่งนับว่า ตลอดชีวิตขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นั้น องค์ท่านมีความแน่วแน่ในการสั่งสอนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แถบประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ได้รู้จักเรื่องของการทำสมาธิ เจริญภาวนา ซึ่งทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติได้รู้เองเห็นเองว่า ความสงบที่เกิดขึ้นในใจของตน จากการทำสมาธิภาวนานั้น ทำให้จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น ไม่ร้อนรุ่ม วุ่นวาย จนทำให้ชื่อเสียงขององค์ท่านได้แผ่ขจรขจายไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ
แม้องค์ท่านจะได้ละสังขารไปแล้วก็ตาม จวบจนปัจจุบันก็ยังมีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างก็ได้ยอมรับและปฏิบัติตามกันอย่างกว้างขวาง ในเรื่องของการทำสมาธิภาวนา ตามแนวทางคำสั่งสอนขององค์ท่านอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ องค์การยูเนสโก ได้ประกาศยกย่องเชิดชูให้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ประจำวาระปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔ และทางคณะศิษยานุศิษย์ทั้งในและต่างประเทศก็ได้พร้อมใจกันจัดงานเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการขึ้น ในวันที่ ๒๐ มกราคม ของทุกปีอย่างต่อเนื่องกันมา

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) ผู้ประสานงาน ฝ่ายจัดงาน ๑๕๓ ปีชาตกาลหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เปิดเผยถึงที่มาของการจัดงานว่า “อาตมาได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมน้อมรำลึก หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งครบ ๑๔๙ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๒)จนถึง ๑๕๒ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๕) ที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อสังคมมาก โดยเฉพาะเมื่อปี ๒๕๖๔ อาตมาได้รับรางวัล ค่าของแผ่นดิน จากผลงานผู้ริเริ่มเสนอหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต่อ UNESCO บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ วาระปี ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔ ด้วยแล้ว ทำให้เกิดแรงผลักดันมุ่งมั่นต่อการจัดงานดังกล่าว


จึงร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์และประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติ หน่วยงานต่าง ๆ องค์กรการศึกษาทั้งโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ ได้เล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น ว่าสามารถสร้างแรงจูงใจ สร้างความสมานสามัคคี ให้กับมวลมนุษยชาติเป็นรูปธรรมให้เห็น และสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง จึงได้มีการเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมจัดงานวาระครบรอบในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖ อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในวาระปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งจะครบรอบวาระ ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงได้กำหนดการจัดกิจกรรมวันน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ดังนี
๑. วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖ ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อน้อมรำลึกถึงองค์ ณ วัด สถานปฏิบัติธรรม สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ทำงาน ที่บ้าน ทั่วประเทศ และต่างประเทศ
๒. วันเสาร์ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ มูลนิธิโรครักษ์ตับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับภาคีเครือข่าย และคณะศิษยานุศิษย์ จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพมหานคร ดังนี้
๑. กิจกรรมการรวมตัวของจิตรกรจิตอาสา จากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วาดภาพในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต” เพื่อรวบรวมพลังความสามัคคีจากกลุ่มจิตรกรจิตอาสา ในการสร้างแรงจูงใจ การรวมพลังแสดงออกถึงความศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่คาดหวังว่าจะเกิดการแผ่ขยายในเรื่องชีวประวัติ คำสอน เป็นแบบอย่างอันดี ให้แก่เยาวชนของชาติในอนาคตต่อไป โดยจะนำภาพวาดดังกล่าวมาจัดแสดง และมีการประมูลภาพฯ ตั้งเป็นกองทุนฯ อีกด้วย
๒. การแสดงเดี่ยวเปียโนจากคุณ Ivan Sharapov นักเปียโนระดับโลก/วงดุริยางคศิลป์จากคณะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร/การขับร้องเพลงบูชาพระคุณหลวงปู่มั่น จาก ดร.โฉมฉาย อรุณฉาน และดร.อโนมา วิจิตรวิกรม และคณะ เพื่อรวบรวมพลังความสามัคคีจากกลุ่มนักดนตรี ร่วมกิจกรรมแสดงดนตรี ในหัวข้อ “ดนตรี และสมาธิภาวนา ในการบำบัดจิตใจ” อันจะสร้างแรงจูงใจให้ทั้งเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ในการรวมพลังแสดงออกถึงความศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และขอเชิญผู้สนใจทุกท่าน ร่วมร้องเพลงเทิดเกียรติคุณ ๑๕๐ ปี ชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อกราบน้อมรำลึกถึงองค์ท่าน
๓. กิจกรรมเจริญสมาธิวิปัสนนากรรมฐานแบบพระสายวัดป่า เพื่อให้มีเกิดสติ ในการใช้ชีวิต สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ โดย พระอาทิตย์ อธิปุญโญ M.D. อดีตอาจารย์หมอ ผู้ได้รับยกย่องให้เป็น “ค่าของแผ่นดิน” ๒๕๖๔ ของสำนักนายกรัฐมนตรี
๔. นิทรรศการแสดงภาพวาด จากกลุ่มนักเรียนระดับประถม มัธยม มหาวิทยาลัย และ ประชาชนทั่วไป ในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” ภาพที่ส่งเข้าร่วมประกวดในงาน ๑๕๒ ปีชาตกาลฯ ซึ่งภาพวาดแต่ละกลุ่ม บ่งบอกถึงความรู้ ความสนใจในองค์หลวงปู่มั่น ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ หลักคิด ที่ได้จากการภาพวาดในมุมมองของแต่ละกลุ่มด้วยความศรัทธาที่เกิดจากผู้วาดภาพ
๕. นิทรรศการเผยแพร่ชีวประวัติหลวงปู่มั่น ข้อวัตรปฏิบัติและคำสอนขององค์ท่าน และองค์ความรู้ต่าง ๆ จากหนังสือชุดหลวงปู่มั่น ที่คนรุ่นหลังจะได้ศึกษา เรียนรู้ธรรมะด้วยตนเอง
นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจำหน่ายชุดหนังสือหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มอบซีดีชีวประวัติหลวงปู่มั่น แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ และได้เผยแพร่องค์ความรู้ต่าง ๆ ในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ อีกด้วย

จึงขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึก ๑๕๓ ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วัดที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ หรือปฏิบัติสมาธิ ที่บ้าน ที่ทำงาน ที่โรงเรียน ฯลฯ และในส่วนกลาง ขอเชิญชวนร่วมกิจกรรมฯ ในวันเสาร์ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ

สอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ ๐๘๑ ๙๒๖๕๘๙๕

“ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ” เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของบริการสุดลักชูรี่ผสานเสน่ห์ไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย (วันที่ 7 ธันวาคม 2565) – “ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้” (Chatrium Hospitality) กลุ่มโรงแรมอิสระชั้นนำของไทย เปิดตัว “ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ” (Chatrium Grand Bangkok) อย่างเป็นทางการ คอลเลกชันแบรนด์โรงแรมระดับลักชูรี่ในเครือแห่งแรก ประกาศก้าวสู่บทใหม่ของแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยแท้ ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวยุคใหม่ บนทำเลทองย่านสยาม นำเสนอการบริการที่หรูหรา พิถีพิถัน ผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ววันนี้

ในภาพจากซ้าย: นายแดเนียล เคอร์ ผู้จัดการทั่วไป ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ, นางสาวิตรี รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้และเจ้าของ ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ และ นายเรเน่ บาลเมอร์ ผู้จัดการกลุ่ม ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้

“โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ” ตั้งอยู่ใจกลางย่านสยาม ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและความบันเทิงอันโด่งดังของกรุงเทพฯ ด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง ทำให้โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ สามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกโดยทางรถยนต์และรถไฟฟ้าบีทีเอส (สถานีสยาม) ทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้ายอดนิยมอย่าง “สยามพารากอน” รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งอื่น ๆ มากมาย และสถานที่ท่องเที่ยว อาทิ บ้านจิม ทอมป์สัน สะพานหัวช้าง และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้น ยังตั้งอยู่ริมฝั่งคลองแสนแสบ คลองสายหลักของกรุงเทพฯ อีกด้วย

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ เป็นคอลเลกชันโรงแรมสุดหรูของเครือ
“ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้” และได้รับการพัฒนาโดย “ซิตี้ เรียลตี้” (City Realty) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของไทย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของตระกูลโสภณพนิช ด้วยเงินลงทุนในโครงการมูลค่ารวม 5.5 พันล้านบาท (ประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ)

โรงแรมสุดหรูแห่งนี้ยังจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยการออกแบบที่สวยงาม โดยเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ โรเบิร์ต ฟิลิป โฮล์มส์ (Robert Philip Holmes) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก และ DWP บริษัทที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับสากลที่มีประสบการณ์มาหลายสิบปีในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ของไทย อันสอดคล้องกับมาตรฐานการบริการระดับสูงของโรงแรม สู่การสร้างความรู้สึก “เหนือระดับยิ่งกว่า” (Feel the Remarkable) อย่างแท้จริง

คุณสาวิตรี รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ และเจ้าของ ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ กล่าวว่า “เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวโรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ อย่างเป็นทางการในวันนี้ โรงแรมเรือธงที่โดดเด่นและเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันระดับไฮเอนด์ของเรา โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งนี้จะสะท้อนถึงมาตรฐานสูงสุดของการต้อนรับระดับสากล ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสง่างามที่แท้จริงของวัฒนธรรมไทยผ่านการออกแบบภายในและบริการอันประณีตของเรา และพร้อมแล้วเพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงไฮซีซั่น นอกจากนั้น เรายังพยายามที่จะเชิดชูมรดกไทยผ่านทักษะของช่างฝีมือท้องถิ่นที่มีความสามารถ เพื่อนำเสนอการตีความที่สดใหม่ของศิลปะ วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ของไทยอีกด้วย”

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และเรสซิเดนซ์ รวม 582 ห้องภายในตึกแฝด ประกอบด้วยห้องพักที่กว้างขวาง ขนาดตั้งแต่ 46 ตารางเมตร ห้องสวีท 1-3 ห้องนอน ขนาด 170 ตารางเมตร ไปจนถึงเพนต์เฮาส์ ขนาด 321 ตารางเมตร ทุกห้องตกแต่งสไตล์เรียบหรู มีหน้าต่างแบบพาโนรามาพร้อมวิวเมืองที่สวยงาม เทคโนโลยีล้ำสมัย และห้องน้ำหินอ่อน พร้อมอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวขนาดใหญ่ หัวเตียงประดับภาพศิลปะดอกบัวอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรม ซึ่งจะสร้างประสบการณ์เสมือนบ้านสำหรับแขกที่เข้าพักระยะยาวอีกด้วย

นักชิมสามารถลิ้มลองรสชาติอาหารเลิศรสที่มีร้านอาหารและบาร์ถึง 5 แห่งภายในโรงแรม ได้แก่ “Savio” นิยามใหม่ของร้านอาหารเสิร์ฟอาหารไทยแท้และอาหารนานาชาติ “Casia” ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนฝรั่งเศสอันเป็นเอกลักษณ์ จับคู่กับไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี “Flow” เลานจ์ริมสระว่ายน้ำบรรยากาศสบาย ๆ “Lobby Lounge” สถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนด้วยกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มเบา ๆ ได้ทุกช่วงเวลาของวัน และ “Club Lounge” เป็นพื้นที่เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกที่เข้าพักในห้องพรีเมียมและห้องสวีทเพื่อผ่อนคลายได้ทุกเวลา ด้วยเครื่องดื่มฟรีและบริการพิเศษ

นักธุรกิจและผู้วางแผนการประชุมสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่จัดงานที่สามารถจัดกิจกรรมทุกรูปแบบ ด้วยห้องประชุมหลากหลายขนาด รวมถึงห้องแกรนด์บอลรูมขนาด 500 ตารางเมตร สูง 10 เมตร รองรับผู้ร่วมงานได้สูงสุด 700 คน มีแสงธรรมชาติส่องถึง ไม่มีเสากลาง พร้อมจอ LED ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับเป็นเวทีสำหรับงานกาล่าอลังการ หรืองานแต่งงานสุดพิเศษ โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยเนรมิตให้ทุกงานตรงกับทุกความต้องการ

ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายในสระว่ายน้ำขนาด 40 เมตร รายล้อมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์กลางเมือง หรือออกกำลังกายในศูนย์ออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ Life Fitness ครบครัน ต่อด้วยการฟื้นฟูร่างกายที่สปาที่ดำเนินงานโดย THAAN Wellness Sanctuary และนวัตกรรมห้องบำบัดด้วยเกลือและออกซิเจน ในขณะที่คุณหนู ๆ สนุกได้อย่างเต็มที่ที่คิดส์คลับ

Chatrium Hospitality ดำเนินกิจการโรงแรมและเรสซิเดนซ์ 12 แห่ง ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และพม่า ประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ 9 แห่งในกรุงเทพฯ รวมทั้งโรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ (Chatrium Hotel Riverside Bangkok) ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Chatrium Hospitality กรุณาเยี่ยมชมที่ www.chatriumhospitality.com

มหกรรมหนังสือ บิ๊กแบดวูล์ฟ บุ๊ค เฟสติวัล

มอบความสุขส่งท้ายปลายปีอิมแพ็ค ร่วมกับ บิ๊ก แบด วูล์ฟ บุ๊คส์ และ ไทยบุ๊คส์ ยูไนเต็ด ผนึกกำลังจัดเทศกาลหนังสือ บิ๊กแบดวูล์ฟ ครั้งแรก เชิญชวนผู้รักการอ่านมาเลือกชมและซื้อหนังสือคุณภาพทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมากกว่า 1 ล้านเล่ม จากสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วโลก รวมถึงสำนักพิมพ์ของไทยกว่า 40 แห่งที่พร้อมใจเข้าร่วมจัดแสดงหนังสือและมอบโปรโมชั่นพิเศษเฉลิมฉลองส่งท้ายปีลดราคาสูงสุดถึง 95% ครอบคลุมในทุกหมวดหมู่หนังสือ เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็ก หนังสือเฉพาะด้านการออกแบบ ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ กราฟฟิค แฟชั่น ธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ การจัดสวน ทำอาหาร งานอดิเรก จิตวิทยาและแรงบันดาลใจ หนังสือป๊อบอัพ รถยนต์ นวนิยาย ความรัก สืบสวน ชีวประวัติ วรรณกรรมเยาวชน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีสื่อการเรียนการสอน สมุด ของตกแต่ง อีกทั้งโซนของเล่นบอทเกม,ไดโนเพลย์สเปซโดยแปลนทอยส์กิจกรรมประจำวันที่น่าสนใจ

พบปะนักเขียน เสวนาให้ความรู้และอีกมากมายตอกย้ำนี่คือเทศกาลหนังสือสุดยิ่งใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วพบกันระหว่างวันที่ 7–18ธันวาคม2565 เวลา 10.00 – 24.00 น. ณ อาคาร4 อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี งานนี้เข้าฟรี ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/bbwbooksthailand หรือ อินสตาแกรมbigbadwolfbooks_th

https://www.toptotravelvariety.com/2022/11/blog-post_66.html

ไปเที่ยวใหม่ ให้ใจฉ่ำ ดื่มด่ำวิถีระยอง ในมุมมองน่ารัก สไลว์ไลฟ์ริมชายหาด  อัศจรรย์ป่าชายเลน เดินเล่นสวนไม้หอม

ความเร่งรีบกดดันในแต่ละวัน อาจทำให้คนเราสะสมความเครียดไว้โดยไม่รู้ตัว ทางออกที่ดีคือการได้หยุดพักผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ พาตัวเองออกไปพบเจอกับมุมมองที่โล่ง โปร่ง สบายตา พร้อมเติมเต็มแรงบันดาลใจจากผู้คนรอบข้าง อย่างที่จังหวัดระยอง แม้จะเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ก็มีมุมสโลว์ไลฟ์ให้เลือกชิลอยู่หลายจุด ภายใต้บรรยากาศของท้องทะเลชายฝั่ง ที่ยังคงความเงียบสงบ

โครงการ “Refresh life …by the way ไปเที่ยวใหม่ ให้ใจฉ่ำ” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยชวนออกเดินทางไปผ่อนคลายในมุมที่น่าชื่นตาชื่นใจ ในจังหวัดระยอง ขับรถออกจากตัวเมืองเพียง 5 กิโลเมตร ก็จะได้พักสายตาไปกับชายหาดที่ทอดยาว ไล่เรียงตั้งแต่หาดแหลมเจริญ หาดแสงจันทร์ ไปถึงหาดสุชาดา โดดเด่นด้วยโค้งเว้าของแนวกำแพงหินที่สร้างไว้เพื่อป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง และทำให้การลงเล่นน้ำเป็นไปอย่างปลอดภัย เรียงรายด้วยที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน ผสมผสานเรื่องราวของวิถีชาวประมงชายฝั่ง ที่ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย

หาด Coffee Truck เพียงแรกพบก็ตกหลุมรัก
ประโยคที่ว่า “อยากไปนั่งโง่ ๆ ริมทะเล” แม้จะออกแนวประชดประชัน แต่สะท้อนภาพความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี การได้นั่งเฉย ๆ สบาย ๆ ไม่ต้องคิดกังวลใด ๆ กลายเป็นเทรนด์ฮิตบนชายหาดแหลมเจริญ บรรดา Food Truck และ Coffee Truck พร้อมบูทจำหน่ายสินค้าและอาหารแบบดั้งเดิม เรียงรายไปตลอดทาง แต่ก็ทิ้งระยะห่างเพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวให้ทุกคนได้สัมผัส

ที่โดดเด่นมากในตอนนี้คือบรรดา Coffee Truck คาเฟ่เคลื่อนที่สไตล์มินิมอล ให้บริการกาแฟและเครื่องดื่มแบบต่าง ๆ มาพร้อมสไตล์ของตัวเอง เป็นสีสันใหม่ของการนั่งเล่นริมชายหาด นอกจากเมนูเด็ดของแต่ละร้านแล้ว การเลือกเก้าอี้ชายหาดเก๋ ๆ มาให้บริการฟรีสำหรับลูกค้า เป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและชาวระยอง เข้ามานั่งเล่นกันตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือจะฉายเดี่ยว ต่างก็นั่งหันหน้าทิ้งสายตาไปกับทะเลกว้าง นับเป็นบรรยากาศการพักผ่อนที่ดีต่อใจสุด ๆ

วิถีชาวเล กลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลปากน้ำ
บริเวณชายหาดแหลมเจริญ เป็นที่ตั้งของชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่ง ภาพที่ทุกคนจะได้เห็นคือเรื่องราวชีวิตชาวประมงที่ยังคงสืบสานวิถีชีวิตของชาวบ้านชายทะเลที่มีมาอย่างยาวนาน คนเฒ่าคนแก่ไปจนถึงลูกเด็กเล็กแดง ยังทำประมงพื้นบ้านแบบดั้งเดิม และเต็มไปด้วยเสน่ห์เรียบง่าย อบอุ่นใจเมื่อได้พบเจอ

“ส้ม-กุสุมา ชูทอง ทรัพย์ประเสริฐ”สมาชิกวิสาหกิจชุมชนวิสาหกิจชุมชนชายฝั่ง ต.ปากน้ำระยองเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านบริเวณนี้เป็นประมงเรือเล็กพื้นบ้านที่ผูกพันกับทะเลมานานในทุกวันสามีของเธอจะออกไปวางอวนทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันรุ่งขึ้นก็จะออกไปเก็บอวนกันตั้งเช้ามืด จากนั้นเธอและลูก ๆ ก็นำมาคัดเลือกด้วยความระมัดระวัง เพราะสิ่งที่ติดอวนมาจะค่อนข้างพัลวัน หากเส้นอวนขาดก็ต้องเสียเวลาซ่อม จึงต้องใช้เวลานาน สมาชิกในบ้านก็ต้องมาช่วยกันทั้งหมด

ผลผลิตที่ได้ก็คละ ๆ กันไป ทั้งปูดำ ปูม้า ปูแป้น หอย ปลา รวมทั้งขยะที่ติดมากับอวน จึงต้องใช้เวลาทำความสะอาดเป็นอย่างดี ก่อนจะนำไปวางในทะเลอีกครั้ง เป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน สนใจมาชมแนะนำว่าให้มาประมาณแปดโมงเช้า เพราะเป็นช่วงที่มีผลผลิตมาก หากต้องการซื้อก็สามารถติดต่อได้ทันที บางเจ้าก็นำไปส่งให้ร้านอาหาร บ้างก็ส่งตลาดในระยอง บางส่วนก็วางขายกันหน้าหาด ในราคาแบบชาวบ้าน และรับประกันความสด นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น เช่น ปลาเค็ม ปลาแห้ง หมึกแดดเดียว ฯลฯ วางจำหน่ายริมสองข้างทางบริเวณหน้าหาด

ล่องเพลิน เดินชิล ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ
ระยองเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์ที่จับต้องได้ไม่ยาก จากเอกลักษณ์ของตัวเมืองที่ติดทะเล โดดเด่นด้วยทรัพยากรอันสมบูรณ์ ชื่นตาชื่นใจจากความอลังการของผืนป่าชายเลนขนาดใหญ่ขนาด 500 ไร่ ครอบคลุม ต.ปากน้ำ และ ต.เนินพระ เป็นผืนป่าที่อยู่คู่เมืองระยองมาอย่างยาวนานประกอบด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นแสม โกงกาง เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำหลากชนิด จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สำคัญคือสวยงามมาก

ความอลังการของผืนป่ากว้างที่มองได้จากมุมสูง นอกจากการขึ้นหอชมวิวแล้ว สามารถเลือกที่พักริมชายหาดที่มองเห็นผืนป่าได้อย่างอลังการเช่น หาดแสงจันทร์ อันเป็นที่ตั้งของร้านอาหารและที่พักสวยหลายแห่ง รวมทั้ง “โรงแรมฟอร์จูน แสงจันทร์บีช ระยอง” ระเบียงของทุกห้องจะมองเห็นความอัศจรรย์ของสองฝั่ง ทั้งฝั่งชายทะเล และฝั่งของคลองที่ลัดเลาะเลียบแนวป่าชายเลน เป็นภาพประทับใจ ท่ามกลางการเข้าพักที่แสนสะดวกสบาย

โรงแรมฟอร์จูนแสงจันทร์ บีช ระยอง เป็นอีกหนึ่งโรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป
ซึ่งได้เปิดกิจการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัด ระยอง เป็นโรงแรม ระดับ 4 ดาวเลียบหาดแสงจันทร์เป็นโรงแรมน้องใหม่ที่ทันสมัยบรรยากาศริมทะเล ติดแม่น้ำ ที่สวยงาม มีการออกแบบโครงสร้างให้ทันสมัยรายล้อมด้วยทะเลอ่าวไทยที่อุดมสมบูรณ์และป่าชายเลน
ที่เขียวชอุ่ม ประกอบด้วย อาคารมีที่ห้องพักทั้งหมด 7 ชั้น

ห้องพักจำนวน 107ห้อง ประกอบไปด้วยห้องพัก ห้องดีลักซ์ 48 ห้อง/28.5 ตร.ม. ดีลักซ์ ซี วิว 16 ห้อง/28.5 ตร.ม. ดีลักซ์ ริเวอร์วิว 28 ห้อง/28.7 ตร.ม. พรีเมียร์ 1 ห้อง/44 ตร.ม. พรีเมียร์ ซี วิว 12 ห้อง/29.1 ตร.ม.เอ็กเซ็คคูทิฟ สวีท ซี วิว 2 ห้อง/58.8 ตร.ม. มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง รวมถึงร้านอาหารไทยร่วมสมัย อาหารท้องถิ่น ห้องฟิตเนส และห้องประชุม ห้องประชุมแสงจันทร์ธารา พื้นที่217 ตร.ม.จ รองรับได้ถึง 200 ท่าน ขึ้นไป

ทั้งนี้ โรงแรมฟอร์จูนแสงจันทร์ บีช ระยอง  ได้การยอมรับด้วยมาตรฐานทางด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยสูงสุดในการให้บริการ SHA” จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประกาศนียบัตรจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัย อีกทั้ง  โรงแรม ยังตอบสนองของนโยบาลรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว อาทิ โครงการ เราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งโรงแรมในเครือฟอร์จูน เป็นโรงแรมอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือหรือเดินเล่นบนสะพานเลียบป่าชายเลนระยะทางยาวกว่า 7 กิโลเมตรเพื่อชื่นชมความงดงามของ “ป่าในเมือง” หรือทีเรียกกันว่า“ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ” ด้วยความโดดเด่นของเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ ล้อมด้วยป่าชายเลนท่ามกลางอากาศอันบริสุทธิ์สร้างขึ้นตั้งแต่งปี พ.ศ. 2416 เพื่อแสดงให้ผู้ที่เดินเรือรู้ว่ามาถึงระยองแล้ว สามารถเดินล่องเรือหรือขับรถเข้าไปชมได้อย่างสะดวก

กรุ่นกลิ่นกฤษณา กับช่วงเวลาแสนผ่อนคลาย
เพราะกลิ่นเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความผ่อนคลาย ในเส้นทางเที่ยวระยองครั้งนี้ จึงขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สอดแทรกความรู้เรื่องไม้กฤษณา พร้อมช่วงเวลาอันน่าประทับใจ ในพื้นที่ของ “มีสุข ฟาร์ม” (Mesook Farm)ต.กะเฉด อ.เมือง จ.ระยอง 

“พิกุล กิตติพล”ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณาเล่าว่าในพื้นที่กว่า 200 ไร่ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อปลูกป่าเบญจพรรณ เช่น ไม้สักยางนา มะค่าโมง มะค่าแต้ รวมทั้งประดู่ กระถินณรงค์ และต้นไผ่กว่า 180  ชนิด นับเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกไม้กฤษณาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปัจจุบันมีการส่งออกไม้ น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากกฤษณา ไปกว่า 10 ประเทศ

มาแล้วต้องแวะร้านจำหน่ายสินค้า “บ้านมีสุข” มีผลิตภัณฑ์จากไม้กฤษณากว่า 40 ชนิด เช่นธูปปั้น ธูปหอม น้ำมันหอม น้ำหอมระงับกลิ่นกาย โลชั่น แชมพู เซรั่มโฟมล้างหน้า ฯลฯ นักท่องเที่ยวที่เข้ามาอุดหนุนสินค้า จะได้สัมผัสกับน้องหมาซามอยด์แห่งผืนป่ากฤษณาที่จะร่วมแอคท่าถ่ายรูปกับทุกคน

“มีสุข ฟาร์ม” ยังนำเสนอความสุขของการเข้าพักในสวนป่าที่รายล้อมบึงน้ำขนาดใหญ่  มีบริการทั้งที่พัก และร้านอาหาร “คาเฟ่ มีสุข” ให้บริการอาหารท้องถิ่นเมนูเพื่อสุขภาพที่ได้รับรางวัลเชฟชุมชน พร้อมเครื่องดื่มนานาชนิดพร้อมเมนูซิกเนเจอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันกฤษณาที่ให้ความหอมและผ่อนคลาย อาทิ กาแฟน้ำผึ้ง กฤษณามรกต กฤษณารัญจวน ฯลฯ อิ่มแล้วก็ไปพบกับฐานการเรียนรู้แนวแอดเวนเจอรอีก 14 ฐาน หรือจะออกไปพายเรือ เดินชมน้องควาย น้องแพะ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับคนทุกวัย

มีสุขฟาร์ม
(ห่างจากตัวเมือง 42 กิโลเมตร)
เปิดบริการทุกวัน : 09.00 – 17.00 น. โทร. 0828987886
(กรุณาติดต่อล่วงหน้า สำหรับกิจกรรมฐานเรียนรู้ และการเข้าชมเป็นหมู่คณะ)

ใครที่อยากเติมพลังรับพลังธรรมชาติตามศาสตร์ฮวงจุ้ย แนะนำได้เดิมข้าม“สะพานเปี่ยมสุข” และ “สะพานแขวน” ที่ได้รับการยืนยันจากปากของซินแสขาวสิงคโปร์ว่า สายลมที่พัดโชยในผืนป่ากว้าง พร้อมอากาศอันบริสุทธิ์
ถือเป็นแหล่งรับพลังที่ดีมาก

 ออกไปผ่อนคลายในบรรยากาศอันน่าชื่นใจที่จังหวัดระยอง กับโครงการ “Refresh life …by the way ไปเที่ยวใหม่ ให้ใจฉ่ำ” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชวนท่องเที่ยวเมืองไทย ไปซบไหล่ธรรมชาติ รับพลังอันแสนบริสุทธิ์ พร้อมสนับสนุนแง่มุมดี ๆ ให้กับชุมชน ถือเป็นเส้นทางแห่งความสุขและการส่งต่อแรงบันดาลใจ เติมพลังจิตพลังใจก่อนที่จะกลับมาต่อสู่กับงานอีกครั้ง

วิสาหกิจชุมชนชายฝั่ง ต.ปากน้ำระยอง (กุสุมา ชูทอง)
โทร.0824618933
(มีบริการปูนึ่งพร้อมน้ำจิ้ม-หากต้องการเนื้อปูแกะต้องสั่งล่วงหน้า)

ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ
เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 06:00 – 18:00 น.

สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 1  โทร. 038 020 070
ติดต่อเรือ โทร. 095225 7993
(เรือออกช่วงบ่าย ค่าบริการรอบละ 300 บาท นั่งได้ 6 ท่าน)
ททท.สำนักงานระยองโทร : 038 655 420

theAsianparent (ดิเอเชี่ยนพาเรนท์) เผยโฉมสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ บริการ เพื่อแม่และเด็ก

สื่อโซเชียลสายครอบครัวแห่งปี ในเวทีการประกวด ‘theAsianparent Awards 2022’

นางนิธินันท์ อัศวทร กรรมการบริษัท ทิคเคิลด์ มีเดีย จำกัด ผู้บริหาร theAsianparent ประเทศไทย คอมมูนิตี้ออนไลน์อันดับ 1 เรื่องแม่และเด็ก ครบเครื่อง ครอบคลุม ทุกเรื่องในครอบครัว จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล theAsianparent Awards 2022 (ดิเอเชี่ยนพาเรนท์ อวอร์ด 2022) หรือ TAP Awards สุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์ บริการ เพื่อแม่และเด็ก และเหล่าคุณแม่ผู้ทรงอิทธิพลในสื่อโซเชียลแห่งปี 2565 โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 81 รางวัล โดยได้แบ่งการประกวดออกเป็น 5 กลุ่มรางวัล ประกอบด้วย Experts’ choice awards, Parents’ choice awards, Proudly Local awards, Most Promising awards และ Most Innovative awards โดยมีแบรนด์ชั้นนำที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรวม 315 แบรนด์ จาก 74 หมวดสินค้า พร้อมรางวัลพิเศษที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับผู้ทรงอิทธิพลด้านสื่อโซเชียลสายครอบครัว ที่มอบให้แก่สุดยอด influencer ที่พ่อแม่ชื่นชอบ ซึ่งรางวัลในกลุ่มต่างๆ ได้รับการตัดสินจากคะแนนโหวตของเหล่าพ่อแม่บนแพลตฟอร์มของ theAsianparent ที่ร่วมโหวตกว่า 2,448 โหวต และจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูบุตรจากโรงพยาบาลชั้นนำของไทย

GIT จับมือ eBay สร้างความเชื่อมั่น หนุนอัญมณีและเครื่องประดับขยายตลาดออนไลน์

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความร่วมมือ บริษัท อีเบย์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ eBay ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU เดินหน้าสร้างความความเชื่อมั่นสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย พร้อมหนุนผู้ประกอบการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ ผ่าน eBay Marketplaces แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับชั้นนำของโลก

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจการค้าของประเทศ โดยเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทย ระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2565 เติบโตได้ร้อยละ 76.33 เมื่อเทียบกับช่วยเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 5,545.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 9,778.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 3
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.66 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้นหักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 4,439.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วยเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 36.16 และตลาดส่งออกสำคัญของไทยส่วนใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา อินเดีย ฮ่องกง เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ก็ยังมีอัตราการขยายตัวตัวเนื่อง นอกจากนี้ ช่องทางออนไลน์ ได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างมาก


GIT ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ได้ร่วมมือกับ บริษัท อีเบย์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU ภายในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดออนไลน์ ผ่าน eBay Marketplaces ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าเครื่องประดับชั้นนำของโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐาน ภายใต้โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ Buy with Confidence หรือ BWC
ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง การซื้อขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ผู้ซื้อไม่มีโอกาสเห็นสินค้าจริง บ่อยครั้งมักเกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ในเรื่องคุณภาพและคุณลักษณะของสินค้า ซึ่งการจำหน่ายสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบและออกใบรับรองนั้นจากแลปที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จะเป็นเสมือนใบรับประกันคุณภาพว่าอัญมณีและเครื่องประดับนั้นเป็นของแท้ คุณสมบัติตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ เป็นการสร้างความเชื่อมั่น และนำไป
สู่มูลค่าทางการค้า รวมถึงสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศด้วย

นายวิทเมย์ ไนยนี ผู้อำนวยการประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย eBay International CBT (Cross Border Trade) กล่าวว่า กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “อัญมณีทั้งแบบเม็ดและขึ้นเรือนเป็นเครื่องประดับเป็นกลุ่มสินค้าขายดีอันดับต้น ๆ ที่ผู้ขายจากไทย ทำการขายและส่งออกไปยังผู้บริโภคทั่วโลกผ่านอีเบย์ ในวันนี้ จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับสถาบัน GIT ซึ่งเมื่อมีโครงการ “ซื้อด้วยความมั่นใจ” หรือ Buy with Confidence จะยิ่งช่วยยกระดับความมั่นใจของผู้ใช้อีเบย์ 138 ล้านคนทั่วโลกที่มีต่อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจากไทย และช่วยให้ยอดขายของผู้ขายชาวไทยพัฒนาไปได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการ eBay NextGen ที่จะมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้แก่เอสเอ็มอีผู้ประกอบกิจการเครื่องประดับ ที่มาเปิดร้านออนไลน์บนแพลตฟอร์ม
ของอีเบย์”

นอกจากการลงนามลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU แล้ว ภายในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 GIT ยังเปิดให้บริการตรวจสอบและออกใบรับรองอัญมณีและเครื่องประดับแบบ Onsite ณ คูหาเลขที่ A01, 03, 05 และ B02, 04 ,06 และยังมีการจัดกิจกรรมสัมมนาที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การสัมมนาหัวข้อ Next Step for Gem and Jewelry METAVERSE, New Level up of Thai Silver และ Workshop จี้เงินตาไม้ ที่คุณจะได้รับเครื่องประดับที่มีชิ้นเดียวในโลก หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565

ณ คูหา Gems Treasure บริเวณด้านหน้าทางเข้า Challenger Hall 2
อิมแพ็ค เมืองทองธานี อีกด้วย

รฟฟท.สวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสารเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ ส่งมอบความสุข และความห่วงใย ผ่านกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษ

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสารเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ จัดกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษ เพื่อส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้โดยสาร ทั้งรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ โดยส่งมาสคอต “MR.RED Line” ออกแจกหน้ากากอนามัย KF94 (Korea Design) จำนวน 100,000 ชิ้น (10,000 ชุด) ภายในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี และแจกบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท 50 รางวัล ให้แก่ผู้โดยสารที่ร่วมสนุกโพสต์ภาพการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงลงใน Instagram ส่วนตัว และติดแฮชแท็ก #สวัสดีปีใหม่ไทยรถไฟฟ้าสายสีแดง และแท็กมาที่ Instagram red_line_srtet  

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่าเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2565 บริษัทฯถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ไทยผู้โดยสาร พร้อมส่งมอบความสุข และความห่วงใยให้แก่ผู้โดยสารด้วยกิจกรรมการตลาดทั้งรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์

โดยกิจกรรมการตลาดออฟไลน์ บริษัทฯส่งมาสคอต “MR.RED Line” เป็นตัวแทนอวยพรปีใหม่ไทยและแจกหน้ากากอนามัย KF94 (Korea Design) จำนวน 100,000 ชิ้น (10,000 ชุด) ภายในระบบรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี ในวันที่ 11 – 12 เมษายน 2565 ระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.

สำหรับกิจกรรมการตลาดออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารร่วมสนุกโพสต์ภาพการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงลงใน Instagram ส่วนตัว และติดแฮชแท็ก #สวัสดีปีใหม่ไทยรถไฟฟ้าสายสีแดง และแท็กมาที่ Instagram red_line_srtet ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 เมษายน 2565 โดยผู้ร่วมสนุกกิจกรรมต้องตั้งค่า Instagram ส่วนตัวเป็นสาธารณะ ภาพที่ถูกใจคณะกรรมการรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท จำนวน 50 รางวัล ส่งตรงถึงบ้านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ประกาศผลการร่วมสนุกวันที่ 25 เมษายน 2565 ทั้งนี้การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด  บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารจะได้รับความสุข และรู้สึกถึงความปลอดภัยทุกครั้งจากการใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดภารกิจ 3 ด้านสืบสานพระราชกระแสในหลวงรัชกาลที่ 9

มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดภารกิจ 3 ด้านสืบสานพระราชกระแสในหลวงรัชกาลที่ 9 ดำเนินงานด้านทันตนวัตกรรมเน้นหลักการ ค้นคว้า ปฏิบัติ และพัฒนา 10กว่าปีที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือประชาชนผ่านหน่วยทันตกรรมพระราชทานฯ ทั้ง 8 หน่วยได้มากกว่า 5 แสนคน คิดค้นนวัตกรรมด้านทันตกรรมผลิตใช้ได้เองภายในประเทศทดแทนการนำเข้า ช่วยภาครัฐประหยัดเงินได้มหาศาล ล่าสุด ร่วมกับภาคีเครือข่าย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาบริการนวัตกรรมทางด้านทันตกรรม (Digital Dentistry) ตั้งเป้าดูแลผู้สูงอายุ ให้มีสภาวะสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นต่อไป

นายวรวุฒิ กุลแก้ว เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายวรวุฒิ กุลแก้ว เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยในโอกาสจัดกิจกรรม “มูลนิธิทันตนวัตกรรมฯ พบสื่อมวลชน” ว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิฯ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนการให้บริการด้านทันตกรรมแก่ประชาชนผ่านหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไปแล้วประมาณ 500,000 คนรวมทั้งมีโครงการที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตได้ภายในประเทศ โดยให้เครือข่ายนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน อย่างเช่น โครงการรากฟันเทียเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ได้มากกว่า30,000 คน

ทพญ.สุปราณี ดาโลดม ผอ.ศูนย์พัฒนาระบบบริการและคลินิกทันตกรรม และ นายวรวุฒิ กุลแก้ว เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์

มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดิมเป็นหน่วยงานหนึ่งในหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่อมามีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ. 2552 ตามพระราชกระแส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ว่าทันตแพทย์ไม่ควรจะทำการรักษาอย่างเดียว ควรจะได้มีการคิดค้น พัฒนาวิจัย และพัฒนา เพื่อที่จะผลิต วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ขึ้นมาใช้เองในประเทศด้วย

ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นผู้ดำเนินการเลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจของมูลนิธิฯ มีหน้าที่หลักอยู่ 3 ประการ คือ
ภารกิจส่วนแรก เป็นฝ่ายเลขานุการของหน่วยทันตกรรมพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 ซึ่งมีหน่วยบริการอยู่ทั้งหมด 8 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยมูลนิธิฯ สนับสนุนเรื่องวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือในการออกให้บริการประชาชน ซึ่งแต่ละปีสามารถให้บริการประชาชนได้ประมาณ 50,000 คน ภายใน 10 ปี มียอดรวมประมาณ 500,000 กว่าคน

ภารกิจส่วนที่ 2 คือทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมสำหรับนำไปรักษา แก้ไข ฟื้นฟู ป้องกัน ทางทันตกรรมให้กับประชาชน ปัจจุบันนี้มีผลิตผลซึ่งเกิดจากการวิจัยและพัฒนาของมูลนิธิฯ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอาหารทางการแพทย์ เช่น เจลลี่โภชนา อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก วุ้นชุ่มปาก หรือนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจลสำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้ง น้ำลายน้อย หรือ ผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้าถึงประชาชนผู้ใช้ได้ประมาณ240,000 คน ในช่วงเวลา 10 กว่าปี ที่ผ่านมา กลุ่มเครื่องมือแพทย์มี รากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟัน ฟันเทียมทั้งปาก ซึ่งฟันเทียมประเภทนี้จำเป็นมากสำหรับผู้สูงอายุซึ่งจะต้องได้ใส่ฟันเทียมเพื่อที่จะได้มีฟันเทียมเคี้ยวอาหาร

นอกจากนี้ยังมีสารผนึกหลุมร่องฟันเรซิน เอาไว้สำหรับป้องกันฟันผุ กรณีผู้ที่ที่มีปัญหาหลุมร่องฟันซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาฟันผุ ล่าสุดผลงานที่สำคัญคือ งานวิจัยและพัฒนาผลิตน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อในช่องปากจากหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งที่ผ่านมาใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นหลัก

ภารกิจส่วนที่ 3 คือร่วมกับภาคีเครือข่ายในการให้บริการกับประชาชน เกิดโครงการต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่นโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งปกติแล้วรากฟันเทียมหนึ่งซี่ราคาแพงแต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาประชาชนได้รับบริการฟรีไปแล้วประมาณ 30,000 กว่าคนคิดเป็นมูลค่าในการประหยัดเงินได้มหาศาล

เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานสิ่งสำคัญไว้หลายประการ แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือเรื่องที่มีแนวพระราชกระแสเกี่ยวกับการค้นคว้า ปฏิบัติ พัฒนา ซึ่งทำให้การดำเนินงานของมูลนิธิฯมีทิศทางที่ชัดเจน และเนื่องจากในเวลานี้เป็นยุคดิจิทัล เป็นกระแสของโลก ในปี 2565 ถึงปี 2570 มูลนิธิฯ จึงได้ร่วมมือกับกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ในการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อเปลี่ยนระบบการให้บริการทันตกรรมเดิมที่เรียกว่า Analog ไปสู่ Digital Systemเพื่อทำให้ประชาชนนับสิบล้านคนเข้าถึงการให้บริการรวมทั้งเข้าถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกิดจากการวิจัย พัฒนาของมูลนิธิฯ

“เราให้ความสำคัญกับวิจัยและพัฒนา ซึ่งยังมีหลายเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จ รวมทั้งเรื่องที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งไว้เป็นพระราชกระแส เป็นรับสั่งสุดท้ายก่อนสวรรคตว่า ผู้สูงอายุอย่างเรามีจำนวนมาก ทันตแพทย์ต้องช่วยดูแล ซึ่งผู้สูงอายุปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นถึง 14 ล้านคน อันนี้ก็เป็นโจทย์สำคัญที่มูลนิธิฯและภาคีเครือข่ายจะต้องหากรรมวิธีที่จะดำเนินการที่จะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นได้รับการดูแลรักษาทางด้านทันตกรรมให้เหมาะสมและมีสภาวะสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นต่อไป”เลขาธิการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว

ตามรอยพ่อฯ ปี 9 คืนสู่ลุ่มน้ำป่าสัก จัดกิจกรรมเอามื้อที่ จ.นครราชสีมา

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) จัดกิจกรรมเอามื้อ ณ จังหวัดนครราชสีมา ลุ่มน้ำป่าสัก เดินหน้าภารกิจถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่ปีที่ 9 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยลงมือทำเกษตรแบบโคก หนอง นา ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ไม่เพียงช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คืนสมดุลให้กับระบบนิเวศ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร อันเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานสำหรับการรับมือกับวิกฤตต่างๆ ของมนุษย์ได้อีกด้วย โดยวางมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของผู้ร่วมกิจกรรมอย่างเข้มข้น

“โคก หนอง นา” ฝ่าวิกฤตสิ่งแวดล้อม
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ให้โลกพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการทำเกษตรแบบโคก หนอง นา ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น นับเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ เพราะในโคก หนอง นา จะมีป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งจะเป็น ตัวสร้างสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ นำมาสู่ความหลากหลายทางชีวภาพหรือ biodiversity จากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ทั้งในน้ำ ใต้ดิน บนดิน หรือในป่า อันไม่เพียงช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน แต่ยังช่วยให้มีอาหาร การกินสมบูรณ์ เกิดความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของสหประชาชาติในการขจัดความอดอยาก (zero hunger) อีกด้วย การทำเกษตรแบบโคก หนอง นา จึงเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และ ช่วยโลกไปพร้อมๆ กัน”

นอกจากนั้น การทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นยังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนของภาคการเกษตร ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า “จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่าภาคการเกษตรมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูง ส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ก๊าซมีเทนเกิดมากใน การทำเกษตรเชิงเดี่ยว หรือเลี้ยงสัตว์ประเภทเดียวที่เป็นฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่และใช้ยาปฏิชีวนะ ก็จะทำให้กระบวนการย่อยสลายเกิดก๊าซมีเทนขึ้น ไม่ว่าจะในลำไส้ของสัตว์หรือมูลสัตว์ที่ถ่ายทิ้งออกมา แม้แต่กระบวนการหมักของฟางกิ่งไม้ใบไม้ที่มีสารเคมีอยู่ด้วย ซึ่งสามารถแก้ได้ด้วยการใช้น้ำสมุนไพรรสจืดเพื่อกระตุ้นกลไกการทำงานของจุลินทรีย์ให้สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดก๊าซมีเทน ในทางตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้เกิดออกซิเจนขึ้นมาด้วยซ้ำ”

ตามรอยพ่อฯ ปี 9 คืนสู่ลุ่มน้ำป่าสัก
ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวถึงแนวคิดหลักและรายละเอียดกิจกรรมว่า “ครั้งนี้นับเป็นกิจกรรมเอามื้อครั้งแรกของโครงการ ‘ตามรอยพ่อฯ’ ปี 9 หลังจากที่ได้ชะลอการจัดกิจกรรมออนกราวด์ถึงกว่า 1 ปีเต็ม ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมา โครงการ ‘ตามรอยพ่อ’ ได้เดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘9 ปี แห่งพลังสามัคคี ฟันฝ่าทุกวิกฤต สู่ทางรอดที่ยั่งยืน’ ผ่านกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของโครงการทั้งเว็บไซต์และ เฟซ บุ๊ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลิปวิดีโอ ‘คู่มือสู่วิถีกสิกรรมธรรมชาติ’ ที่ให้ความรู้พื้นฐานแก่ผู้สนใจลงมือทำการเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนั้นเรายังช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในแคมเปญ ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ โดยทำงานร่วมกับศูนย์ช่วยโควิด-19 ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติรวม 19 แห่งทั่วประเทศ จัดคาราวานแจกตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า และกล่องกรีนบ็อกซ์ (Home Isolation Green Box) ชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยที่พักรักษาตัวที่บ้านไปเป็นจำนวนมาก ไปยัง 252 พื้นที่ทั่วประเทศ”

นายอาทิตย์ กล่าวถึงกิจกรรมเอามื้อ ณ จังหวัดนครราชสีมา ในครั้งนี้ว่า “โครงการตามรอยพ่อฯ ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 9 ซึ่งเป็นปีสรุปผลความสำเร็จของโครงการ เราจึงกลับมาจัดกิจกรรมในพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการตามรอยพ่อฯ เมื่อ 9 ปีที่แล้วอีกครั้ง โดยเลือกพื้นที่เสงี่ยมคำกสิกรรมวิถีของคุณสุณิตา เหวนอก ซึ่งเป็นหนึ่งใน คนต้นแบบ ‘คนหัวไวใจสู้’ ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ผู้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาพื้นที่ของตนเองตามแนวทางศาสตร์พระราชาเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่และคนรุ่นลูกหลาน รวมถึงแปลงพื้นที่ของตนเองเป็น 1 ใน 19 ศูนย์ช่วยโควิด-19 ในแคมเปญรวมพลังสู้โควิด-19 เราจึงมาจัดกิจกรรมเอามื้อในพื้นที่ของคุณสุณิตา เพื่อแสดงความขอบคุณในความมุ่งมั่นและความเสียสละ”

นายบุญล้อม เต้าแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสวนล้อมศรีรินทร์ กล่าวเสริมข้อมูลพื้นที่ว่า “นครราชสีมาหรือโคราชเป็นจังหวัดใหญ่ในภาคอีสาน มีพื้นที่ป่าเขาและพื้นที่เกษตรจำนวนมาก ทางทิศตะวันตกเชื่อมกับจังหวัดชัยภูมิ เป็นแหล่งรวมลุ่มน้ำสำคัญ 3 ลุ่ม คือ ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และทางทิศตะวันตกมีพื้นที่บางส่วนที่ไหลไปลงใน ลุ่มน้ำป่าสัก เนื่องจากเป็นจังหวัดใหญ่มีประชากรมากมีความต้องการน้ำสูง ประกอบกับมีภัยแล้งบ่อยครั้ง โครงการจึงนำเสนอพื้นที่ของคุณสุณิตา เหวนอก เป็นพื้นที่ตัวอย่างความสำเร็จในโคราช เพราะได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นไปลงมือปฏิบัตินั้น สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใด ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย หรือภัยจากโรคระบาด เสงี่ยมคำกสิกรรมวิถีของคุณสุณิตาก็ผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างดี นอกจากจะสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว ยังส่งต่อความช่วยเหลือไปยังเพื่อนมนุษย์ในสังคมในชุมชนอื่น ๆ ได้อีกด้วย

ตามรอยพ่อฯ ด้วยหัวใจ
ด้าน นางสาวสุณิตา เหวนอก (นวล) เจ้าของพื้นที่ เสงี่ยมคำกสิกรรมวิถี ขนาด 6 ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัวกลาง ต.จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา กล่าวว่า “นวลเป็นคนโคราชโดยกำเนิด พี่น้อง 4 คนเป็นลูกคนที่ 2 ครอบครัวเป็นเกษตรกรที่ทำงานหนัก มีแต่หนี้สิน เมื่อจบ ป.6 ก็ทำสวนทำนากับที่บ้าน พออายุ 16-17 ปี พ่อแม่ให้ไปทำงานโรงงานจึงแอบเรียน กศน. โดยทำงานส่งตัวเองเรียนและส่งเงินให้ที่บ้านด้วย จึงต้องทำงานหนักมากทำทั้งโรงงานเย็บผ้า โรงงานของเล่น ฯลฯ ในที่สุดก็เรียนจนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏโคราช พออายุ 29 ปี สอบติดราชการและเรียนต่อจนจบนิติศาสตร์ มหาวิธรรมศาสตร์ หลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน อายุ 30 กว่าทำงานเป็นนิติกรที่รังสิตปัจจุบันย้ายมาที่ อ.จักราช จุดเปลี่ยนคือหลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ได้ดูรายการสารคดีโทรทัศน์ ‘แสงจากพ่อสู่ความยั่งยืน’ ทุกคืน ทำให้เกิดคำถามกับตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ จนมีโอกาสพบ อ.เข้ม (ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ) ซึ่งได้ชวนให้มาเป็นจิตอาสาช่วยโครงการท่องเที่ยวตามศาสตร์พระราชาของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ แล้วจึงไปอบรมการทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชาทั้งที่ศูนย์ภูมิรักษ์ฯ อบรมออกแบบโคก หนอง นา โมเดลที่วัดหนองสองห้อง อบรมที่ศูนย์คืนป่าสัก แล้วตัดสินใจลงมือทำบนที่ดินแปลงนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารปลอดภัยของครอบครัว เพราะทำเองรู้ว่าเราใส่อะไรลงไป โดยปลูกพืชต่างๆ เช่น กล้วย ละมุด อ้อยพันธุ์สุพรรณ 50 ถั่วลิสง เป็นต้น”

นางสาวสุณิตา กล่าวถึงความสุขที่ได้จากการตามรอยศาสตร์พระราชาว่า “มีความสุขมาก ช่วงแรกที่ลงมือทำแม่ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมมาดู เพราะเสียดายที่ดิน แต่พอปีนี้ สิ่งที่เราทำเริ่มผลิดอกออกผล แม่ก็เข้ามาดูเกือบทุกวันรู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่เดินตามรอยพ่อ แม้จะต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก แต่ก็คุ้มค่าที่ทำให้ครอบครัวยอมรับได้ และยังสร้างความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น สร้างความมั่นคงปลอดภัยทางอาหารให้ครอบครัว อีกทั้งยังภูมิใจที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนทำตามด้วย โดยหลังจากนี้อยากทำสวนสมุนไพรเพิ่มในพื้นที่เพื่อดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว”

กิจกรรมเอามื้อในครั้งนี้ประกอบด้วยการทำแปลงปลูกผักอินทรีย์ ขุดปรับคลองไส้ไก่รอบแปลงนาและหนองน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ห่มฟาง ใส่ปุ๋ยแห้งปุ๋ยน้ำ ทำเครื่องกรองน้ำถัง 200 ลิตร ทำเครื่องสูบน้ำพลังงานโซล่าเซล แปรรูปผลผลิต อาทิ สบู่ฟักข้าว แชมพูดอกอัญชัน กล้วยหมัก ชาตะไคร้ ไข่เค็ม โดยดำเนินมาตรการความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของผู้ร่วมกิจกรรมอย่างเข้มข้น อาทิ การควบคุมจำนวนผู้ร่วมกิจกรรม ผู้ร่วมกิจกรรมทุกคนต้องแสดงผลยืนยันการตรวจ ATK (Antigen Test Kit) ก่อนร่วมงานไม่เกิน 72 ชั่วโมง รวมถึงเอกสารยืนยันการได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ร่วมกิจกรรม เป็นต้น

ผู้ที่สนใจติดตามกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking หรือดูรายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org

รฟฟท. เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้เปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา ล่าสุดตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัทเตรียมเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 2 เส้นทาง คือ สายบางซื่อ – รังสิต และ สายบางซื่อ – ตลิ่งชัน ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป

เมื่อเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเชิงพาณิชย์ บริษัทจะปรับเวลาให้บริการจากเดิม 05.30 – 22.00 น. เป็น 05.30 – 24.00 น. ทุกวัน ทั้งวันธรรมดาจันทร์ – ศุกร์ และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนความถี่ในการเดินรถสายบางซื่อ – รังสิต จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า – เย็น ( 07.00 – 09.30 น. และ 17.00 – 19.30 น. ) จะใช้ความถี่ 12 นาที นอกช่วงเวลาเร่งด่วนจะใช้ความถี่ 20 นาที ส่วนสายบางซื่อ – ตลิ่งชัน จะใช้ความถี่ 20 นาทีตลอดระยะเวลาการให้บริการ

ซึ่งเมื่อปรับความถี่ในการเดินรถจะสามารถเพิ่มจำนวนเที่ยวในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น โดยจากเดิมที่สายบางซื่อ – รังสิต ใช้ความถี่ 15 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน เช้า-เย็น และ 30 นาที นอกช่วงเวลาเร่งด่วน สามารถเดินรถได้ 88 เที่ยว/วัน เมื่อปรับความถี่จะเพิ่มเป็น 138 เที่ยว/วัน ส่วนสายบางซื่อ – ตลิ่งชัน ใช้ความถี่ 30 นาที ตลอดระยะเวลาให้บริการสามารถเดินรถได้ 64 เที่ยว/วัน เมื่อปรับความถี่จะเพิ่มเป็น 112 เที่ยว/วัน

สำหรับอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงการรถไฟแห่งประเทศไทย กำหนดราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท และสูงสุดไม่เกิน 42 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ในปัจุบันตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และบริษัทยังคงให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในการใช้บริการของผู้โดยสาร โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแล และซ่อมบำรุงเส้นทางเดินรถให้มีความปลอดภัย รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจลาดตระเวนเส้นทางเดินรถอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระบบรถไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด

นอกจากนั้นบริษัทยังได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถไฟฟ้าสายสีแดง โดยมอบของขวัญสุดพิเศษ เป็นซองใส่บัตรหนัง พร้อมสายคล้องคอสุดพรีเมี่ยมให้แก่ผู้โดยสาร 1,000 ท่านแรก ที่ซื้อบัตรโดยสารเติมเงินทุกประเภท ( Stored Value Card ) ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ทุกสถานี
( ผู้โดยสารสามารถขอรับได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร ซึ่งผู้โดยสาร 1 ท่านสามารถขอรับซองใส่บัตรได้ 1 ชิ้นเท่านั้น )

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.srtet.co.th/index.php/th/

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด
หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
https://www.srtet.co.th/index.php/th/
หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th ,
www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link